Good News

Monday, September 14, 2015

อุทธรณ์ไม่พลิก! ยืนยันประหาร ‘ไอ้เกม‘ ข่มขืนฆ่า ด.ญ.โยนรถไฟ

ศาลจังหวัดหัวหิน อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีข่มขืน ด.ญ.วัย 13 ปี จับร่างโยนลงจากรถไฟสายใต้ ให้ประหารชีวิต ‘ไอ้เกม’ พนักงานปูเตียงจำเลยที่ 1 ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น...
เมื่อวันที่ 14 ก.ย.58 ที่ศาลจังหวัดหัวหิน ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดหัวหิน กล่าวหาจำเลยที่ 1 คือ นายวันชัย แสงขาว หรือ เกม อายุ 22 ปี พนักงานปูเตียง การรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ต้องหาข่มขืนเด็กหญิงวัย 13 ปี ขณะกำลังนอนหลับบนรถไฟตู้นอนขบวนรถเร็วที่ 174 นครศรีธรรมราช-กรุงเทพฯ (ขาขึ้น) ก่อนจับร่างโยนทิ้งหน้าต่าง ทั้งที่เหยื่อยังมีลมหายใจ จนตกลงไปกระแทกพื้นเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยม เมื่อกลางดึกในคืนวันที่ 6 ก.ค. 57 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ คดีนี้เมื่อวันที่ 30 ก.ย.57 ที่ผ่านมา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นายวันชัย จำเลยที่ 1 มีความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรม ฐานฆ่าผู้อื่น ให้ลงโทษประหารชีวิต ฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ให้ลงโทษจำคุก 9 ปี ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี ฐานซ่อนเร้นศพ ให้จำคุก 1 ปี ฐานเสพยาบ้า ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน โดยเมื่อรวมความผิดแล้ว ให้ลงโทษสูงสุดประหารชีวิต การกระทำของนายวันชัยที่อ้างว่า สารภาพเพราะสำนึกผิดนั้น ศาลเห็นว่า นายวันชัย รับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษ

ต่อมา จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษประหารชีวิตนายวันชัย แสงขาว จำเลยที่ 1.

ด้าน นายสมเจตน์ อำนวยสวัสดิ์ อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักอัยการภาค 7 กล่าวว่า แม้ว่า ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายืนให้ประหารชีวิตนายวันชัย แต่หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าคำพิพากษาของศาล ฯ ยังไม่เหมาะสม ก็สามารถยื่นฎีกาได้ตามกฎหมายภายในระยะเวลา 1 เดือน นับจากนี้ ซึ่งจะต้องมาดูว่ามีการโต้แย้งประเด็นใดบ้าง

ทางด้าน นายพัฒนชัย ธานินทร์พงศ์ ลูกพี่ลูกน้องกับด.ญ.วัย 13 ปี เหยื่อที่เสียชีวิต เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า แม้เวลาจะผ่านไปนานนับปีแล้ว แต่ทุกวันนี้แม่ของน้อง ยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนล้มป่วยเรื่อยมา และยังหมั่นทำบุญให้กับน้องเสมอมา ส่วนการตัดสินของศาลนั้นแม่ของน้องดญ. 13 ปี  และญาติ ๆ พึงพอใจ ส่วนการเยียวยาจากการรถไฟแห่งประเทศไทย นั้น ขณะนี้ได้รับเงินช่วยเหลือมาแล้ว 8.5 ล้านบาท เมื่อรวมค่าทำศพ ก็ตกราว 10 ล้านบาท แม้ว่าใครจะมองว่า เป็นเงินจำนวนมาก แต่ย่อมไม่สามารถชดเชยความสูญเสียของครอบครัวได้อย่างแน่นอน

http://khaotded.blogspot.com/2015/09/blog-post_93.html?m=1

Sunday, September 13, 2015

เบี้ยวค่าปรับ'ต่อภาษีรถ'ได้ กฤษฎีกาตีกลับข้อเสนอตร


เบี้ยวค่าปรับ'ต่อภาษีรถ'ได้ กฤษฎีกาตีกลับข้อเสนอตร. | เดลินิวส์
„พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รอง ผบช.น.) รับผิดชอบงานจราจร เปิดเผยถึงความคืบหน้า เรื่องการขอปรับปรุงแก้ไขกฎหมายพรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ว่าจากที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้พิจารณาขอแก้ไขกฎหมายจราจรให้มีประสิทธิภาพ ในการบังคับใช้กับผู้กระทำความผิดให้มากยิ่งขึ้นนั้น ที่ผ่านมาได้มีการนำเสนอให้กฤษฎีกาตีความใน 8-9 ประเด็น แต่ในประเด็นเรื่องการขอให้กรมการขนส่งทางบก อายัดการต่อภาษีประจำปีหากผู้เสียภาษีโดนใบสั่งแล้วไม่มาชำระค่าปรับ ซึ่งทางกรมการขนส่งฯเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำได้ และในส่วนของคณะกฤษฎีกาก็ไม่ผ่านความเห็นชอบ ให้ทำให้ประเด็นนี้มีอันตกไป แต่ทั้งนี้กฤษฎีกาได้ให้ข้อแนะนำว่าการขอแก้ กฎหมาย พรบ.จราจรฯ ให้ทำในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตำรวจเท่านั้น ดังนั้นทางตำรวจจึงได้กลับมาดูในรายละเอียดอีกครั้งและเตรียมเสนอใหม่อีกรอบ ในเรื่องการขอเพิ่มอัตราโทษปรับ ในส่วนที่ 1 หากผู้กระทำผิดได้รับใบสั่งแล้ว ไม่มาชำระค่าปรับจะให้มีโทษปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท ซึ่งจากเดิมปรับไม่เกิน 1,000บาท และปรับขั้นต่ำ 200 บาท ส่วนที่ 2 เมื่อครบ 60 วัน ยังไม่มาชำระค่าปรับ จะเพิ่มโทษเป็นปรับตั้งแต่ 1,000-5,000 บาท และส่วนที่ 3 หากครบ 180 วัน ยังไม่มาชำระค่าปรับจะจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับตั้งแต่ 2,000-10,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งในข้อหานี้สามารถนำขึ้นศาลแขวง เพื่อให้ศาลพิจารณาโทษจำคุกได้ พล.ต.ต.อดุลย์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ทางตำรวจ จะไม่ยื่นเสนอขอแก้ไขในเรื่องอายัดภาษี ไม่ต่อทะเบียนรถ หากไม่มาชำระค่าปรับอีกแล้ว เนื่องจากข้อเสนอดังกล่าวถูกตีตกถึง 2 รอบ แต่ในส่วนการขอเพิ่มอัตราโทษปรับขณะนี้ในขั้นตอนของทาง บช.น. ได้มีการลงนามในข้อเสนอแล้ว เพื่อเสนอต่อให้สำนักกฎหมายและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาแก้ไขและนำเสนอต่อกฤษฎีอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าน่าจะผ่านความเห็นชอบได้และผ่านเข้าสู่กระบวนการให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พิจารณาต่อไป ส่วนในการยื่นเสนอชำระค่าปรับ ผ่านเคาร์เตอร์เซอร์วิส ที่ทางตำรวจได้ยื่นเสนอให้กฤษฎีกาพิจารณานั้น ขณะนี้ได้รับความเห็นชอบจากทางกฤษฎีกาแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปก็ต้องรอให้ สนช. มีความเห็นชอบอีกเช่นกัน ซึ่งคาดว่าภายในเร็วๆนี้ ซึ่งประชาชนจะได้รับความสะดวกขึ้นในการชำระค่าปรับ.“
http://www.dailynews.co.th/bangkok/347642

Saturday, September 12, 2015

ล้มทั้งยืน! แอบกลับบ้านไม่บอกแม่ แต่พอไปถึงบ้าน กลับเจอความลับของแม่ที่เงิบยิ่งกว่า!

บางครั้งโชคตะชาชีวิตก็เล่นตลกกับเราจนเกินไปนะคะ คนที่คิดว่าจะไม่เจอกันอีกแล้วในชาตินี้ บางทีก็ยังหวนกลับมาในรูปแบบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น เจ้านายกับลูกน้อง แต่นั่นยังน้อยไปค่ะ! ตราบใดที่ยังไม่ใช่ “แฟนเก่าของเรา” ที่ย้อนรอยเข้ามาในชีวิต ในฐานะ “แฟนใหม่ของแม่” ดังเช่นกรณีของหญิงสาวคนนี้

มีเรื่องคาใจมานานจนทุกวันนี้…ฟังเลยนะคะ
สมัยนั้นเราเรียนมอปลายมีเพื่อนแนะนะผู้ชายให้รู้จักคนนึงชื่อ ค (ค เป็นเพื่อนของแฟนเพื่อนเรา) รู้จักกันทางโทรศัพท์ คุยกันได้4-5เดือน แม่เราก็รู้ว่าคุยกะใครก็ไม่ได้ว่าไร วันนึงนัดเจอกันไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า ดูหนัง พอตอนเย็นเค้าก็จะมาส่งเรา ระหว่างทางเจอแม่พอดี เราก็ตกใจ(แม่กำลังจะไปตลาด) แม่ก็ถามใคร อะไร ยังไง เราก็บอกคนนั้นไง ที่คุยโทสับ แม่ไม่ว่าไรเลย ยิ้มๆ แบบงงๆ แบบเดี๋ยวคุยกันที่บ้านนะไรงี้

พอแยกกะเค้า เราก็เล่าว่าไปไหนกันมาว่าไป เล่ารายละเอียดนิสัยใจคอ แม่บอกรู้สึกถูกชะตา จากวันนั้นมาเค้าบอกจะย้ายมาอยู่กะเรา แบบให้เราหางานแถวบ้านเราให้หน่อยจะได้เจอกันได้บ่อยๆ เราก็บอกแม่ให้ฝากงานให้ไรงี้ แม่ก็รู้จักกะเจ๊ร้านหนังสือ ก็ฝากงานให้ เค้าก็มาทำงานที่นั่นเพราะมีที่พักให้

พอนานวันมันก็ดี สนิทสนมกัน แม่ก็บอกพี่ชายว่าคนนี้แฟนเรา เพราะพี่เริ่มเห็นว่าเรามีโทสับใหม่ มีของใช้ใหม่ๆเค้าคงถามมั้งว่าใครให้มา แม่เลยบอกพี่ชายว่ากิ๊กเราซื้อให้ นานๆไปเราก็อยากให้เค้าเข้ามารู้จักกะคนในบ้าน แม่ก็เลยบอกกะพ่อให้ว่า ค เป็นเพื่อนของพี่ชาย เค้าจะได้เข้าบ้านมากินข้าว มานั่งเล่นได้ไรงี้ ตกเย็นหลังเลิกงาน เค้าจะมากินข้าวที่บ้านเราทุกวัน แล้วก็มาซ้อมวอลเล่กะเราที่บ้าน มันก็สนิทสนม เป็นแบบนี้มาได้ประมาณ5-6เดือน

จนวันนึงพ่อเกิดสงสัยว่าเวลาที่พี่ชายไม่อยู่บ้าน ทำไม ค ก็มา แล้ว ก็ไม่เห็นคุยอะไรก็พี่ชายเรามาก ส่วนมาจะคุยกะเรากะแม่มากกว่า และพ่อก็มาเห็นจดหมายที่เราเขียนให้ ค (เราทำตกไว้ในห้องน้ำ) พ่อก็มาเห็นพอดี พ่อก็เลยรู้ว่า ค คบกะเรา ดูท่าทางพ่อจะไม่ชอบด้วย เพราะบางวันที่เราไป รร ช่วงกลางวัน ค ก็มากินข้าว พ่อคงเห็นว่ามาสนิทกะแม่ด้วยมั้งเลยไม่ค่อยชอบ คงคิดแบบจะมาทำไม ย่าเราก็อยู่ที่บ้านด้วย ย่าเราก็ไม่ชอบ ค เหมือนกัน พ่อเลยบอกแม่ว่าให้ ค ไม่ต้องมาแล้ว

(ช่วงนั้นเค้าเริ่มทำตัวไม่ดี นัดไม่เป็นนัด แล้วเรามาจับได้ว่าเค้าติดยาด้วย เราเลยเริ่มออกห่าง และอีกอย่างตอนนั้นมีหนุ่มๆเข้ามาชอบเราด้วยมั้ง ก็เลยเริ่มห่างกัน) จากที่พ่อบอกไม่ต้องให้มาแล้ว แม่เราก็สงสาร เพราะ ค ไม่มีใครเลย ที่นี่รู้จักเพียงแค่เรากะแม่เท่านั้น แม่ก็เลยทำกับข้าว แล้วชวนเราเดินเอาไปให้เค้าเป็นเพื่อน ใจเราก็คิดว่าอะไรกันวะนี่ ต้องทำขนาดนี้เลยหรอ อีกอย่างแม่เราเป็นคนดีมากด้วยมั้ง คือแม่เราเป็นคนที่แบบใจดีมาก มีแต่ให้ เพราะเรารู้นิสัยแม่เราอยู่แล้ว เราเลยไม่คิดไร

พอเป็นแบบนี้ไปสักระยะ พ่อก็มาจับได้ว่าเอาข้าวไปให้ทำไม แม่เราบอกสงสาร( เรามองสถานการณ์ดูแล้วเหมือนพ่อจะคิดว่าแม่ชอบ ค รึป่าว แต่เราลึกๆเราก็คิดเหมือนกันนะ ) แม่เราก็อธิบายเหตุผลไป แล้วเรื่องก็จบลงด้วยดี เค้าก็มากินข้าวได้ตามเดิม

ช่วงนี้เราเข้ามหาวิทยาลัยแล้วนะคะ มันผ่านเหตุการณ์เล็กๆน้อยๆเยอะมาก เราขอเล่าแบบย่อๆละกันนะคะ ตอนนั้นเราเรียนมหาวิทยาลัย ถ้าถามถึงความสัมพันธ์ เราก็ยังมีนะคะ นึกถึงบ้าง แต่ที่เค้าทำกับเราใจร้ายกับเรา ไปเอาคนอื่นด้วย มันก็เลยทำให้เราตัดใจง่าย บวกกับเรามีสังคมใหม่ๆเลยไม่ได้อะไรกันอีกค่ะ เวลาเรากลับไปบ้านวันศุกร์ ก็จะเจอเค้าตอนเย็น แต่ไม่ได้คุยกันนะคะ เค้ามาหาแม่ เหมือนแม่เป็นแม่ของเค้าอีกคน มีไรก็มาคุยให้ฟัง

จนมาวันนึงเป็นวันศุกร์ เรากะลังนั่งรถกลับบ้าน ประมาน3-4ทุ่มได้ แม่ก็โทรมาแบบแปลกๆ เราจำคำพูดไม่ได้ว่าไร แต่ดูเหมือนกลัวๆกังวล พอมาถึงย่าบอกว่าเห็นแม่กอดกับ ค เราก็งงฮะ พ่อก็บอกไม่ต้องมายุ่งอีก แล้วย่าก็พูดเหมือนจะไล่แม่ออกจากบ้าน ทะเลาะกันเรื่องนี้แทบทุกวันเลยแม่กะพ่อ จนมาวันนึงพ่อมาขอหย่า(พ่อเหมือนประชด) แม่ก็ประชดเหมือนกัน หย่าก็หย่าแม่บอก เรื่องราวมันกระท่อนกระแท่นมาสักระยะ

จนมาวันนึงย่าบอกพรุ่งนี้ให้ออกไปจากบ้าน แม่ก็มาเล่าให้เราฟังว่าย่าพูดไรแบบนี้ ชวนให้เราไปหาบ้านอื่น เราก็มาเจอบ้านหลังนึง ไม่ใกล้ไม่ไกลบ้านเดิม อยู่ดีๆแม่ก็ย้ายเลย เหมือนพ่อก็มาง้อนะคะ แต่พ่อว่าแม่ไว้เยอะด้วยมั้ง แม่ก็เลยไม่คืนดี เราก็รักแม่มากกว่าพ่อ ก็แบบย้ายก็ย้ายมาอยู่บ้านใหม่

วันนึงเราจะไปมหาลัยตอนเช้า แม่จะมาส่งขึ้นวิน เจอ ค ขี่มอไซผ่านมาพอดี เราเลยบอกไปส่งหน่อย เราก็กำลังจะขึ้นมอไซจะบอกแม่ไปแล้วนะ หันมาอีกทีแม่รีบเดินไปเลย ซึ่งปกติแม่จะยืนบ๊ายบ่ายเราทุกครั้ง เราก็คิดว่าแม่ไม่พอใจหรอ รึยังไง

อีกเหตุการณ์นึง เราเข้าไปบ้านพ่อ จะไปเก็บของเก่าๆ เราเห็นจดหมายอยู่หลังตู้ แม่เหมือนเขียนระบายอารมณ์ สรุปประมาณว่านี่เราแบบคิดอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ไปชอบเด็ก เราจำคร่าวๆได้แค่นี้ เราก็ไม่ถามแม่นะ ไม่เคยถามเลย เรื่องนี้อยากจะถามแต่กลัวแม่จะอึ้กอั้กตอนตอบเรา เพราะเราคิดว่าเราน่าจะรู้คำตอบเอง จากอะไรหลายๆอย่าง เราคิดว่าไม่ถามดีกว่า
อีกเหตุการณ์นะคะ แม่เราบอกว่าจะไปหาเพื่อน ซึ่งวันนั้นเราก็จะออกไปหาเพื่อนพอดี เราก็รู้นะคะว่าบ้านเค้าอยู่เลยบ้านเราไปนิดนึง เราก็เลยเดินออกมาพร้อมแม่ แม่แบบจะส่งเราขึ้นวินก่อนให้ได้เลย แต่เราบอกแม่จะเข้า 7-11ก่อน เราก็ซื้อนู่นนี่นั่น แม่เราซื้อขนม2ห่อใหญ่ เราถามแม่ซื้ออันนี้ไปฝากเค้าเนี่ยหรอ เพราะเพื่อนแม่คนนี้เป็นพวกรักสุขภาพ แม่บอกซื้อไปฝากลูกเค้า และแล้วเราก็ขึ้นวินมา จากนั้นเราก็ไปหาเพื่อนแปปเดียว เราก็กลับบ้านมาก่อนแม่ เราก็โทรหาถามว่ายุไหน กลับยัง
แม่บอกนั่งดูลูกของเพื่อนนั่งเล่นแบตกันอยู่ ซึ่งน้ำเสียงมันไม่ใช่เลย เหมือนโกหกเราอ่า เราก็ไม่ได้ถามมาก ก็วางสายไป เราก็นั่งรอแม่อยู่หน้าบ้าน แม่กลับมาตัวป่าวนะคะ พอตกดึกเราตื่นมาเห็นขนมวางอยู่ เห็น ค มันมานั่งหน้าบ้าน เราขึ้นมาถามแม่ว่าขนมที่ซื้อไปเค้าไม่เอาหรอ แม่บอกเค้าไม่กินเลยเอาคืนมาไว้ให้เรากิน คือเข้าใจป้ะ ตอนที่แม่เข้าบ้านมา แม่ไม่ได้ถือขนมมาด้วยนะ คือเราเสียใจนะ บอกตรงเลย ทำไมแม่ทำแบบนี้ในหัวตลอดๆๆๆๆ

จากนั้น ค ก็มาบ้านใหม่แม่บ่อย มา เช้า กลางวัน เย็น มาช่วยซื้อของตอนเช้า มาช่วยเปิดร้านขายของ มากินข้าว เราก็คิดนะว่าเวลาเราไม่อยู่เค้าจะมานอนมั้ยยย ในใจก็ได้แต่คิด บางทีนะเราคุยกะแม่ ทะเลาะกะแม่ ค ก็สาระแนมาบอกแม่ปล่อยวางๆ เราก็บอกให้แม่บอกมันไม่ต้องมาบ้านอีก แม่บอกไล่แล้วไม่ไป ให้เราไล่มันไปสิ เรานี่แบบท้อเลยอ่าเชื่อมั้ยย
นานๆไป แม่บอกเค้าตกงาน ไม่มีเงินจ่ายค่าห้อง(นี้คือเค้าทำงานที่ใหม่แล้วนะคะ แม่เราก็เป็นคนพาเค้าไปหาห้องอีกด้วย เห้อออออ ) เค้าก็มานอนหน้าบ้านนะคะ นอนเตียงพับ เหมือนเฝ้าบ้านให้ เราถามแม่เค้าจะอยู่แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน แม่บอกเห็น ค บอกว่า เดือนหน้าไรงี้ แล้วมันก็ผ่านมาเป็น เดิอน เป็นปี ตอนนี้เค้าก็ยังอยู่นะคะ ใจเราคิดนะคะ ว่าเวลาที่เราไม่อยู่เค้าต้องขึ้นมานอนกะแม่แน่เลย ใจก็ไม่อยากคิดแบบนั้นเลยจริงๆ

ช่วงนั้นปิดเทอมเราก็มาอยู่บ้าน เราไปเที่ยวกับเพื่อนบ่อยๆช่วงนั้น วันนั้นกลับมาตี2เกือบตี3ได้ มันไม่นอนอยู่หน้าบ้าน ใจเราคิดและ มันต้องนอนข้างบนแน่เลย เราเลยย่องๆเปิดประตูเบาๆ เตรียมใจไว้ละ ก็เดินขึ้นมา เห็นแม่นอนกะ ค แต่นอนไม่ได้กอดกัน นอนด้วยกันเฉยๆ เราก็เรียกแม่เสียงดัง ในใจเสียใจมากเลยนะ มันบอกไม่ถูก แม่เราก็งัวเงียๆ ค มันก็ตื่นมา ทำงัวเงียเดินลงบันไดไป เราก็นั่งร้องไห้นะ แม่เราก็หลับต่อ ในใจถามตัวเองนะ คือไรๆ ก็ได้แต่ถามตัวเองไป

จากนั้นมา ค โดนตำรวจจับเรื่องเล่นยา แม่เราไปเยี่ยม ค ที่โรงพักทุกวันเอาข้าวไปให้ตอนเช้า แบบเวลาเยี่ยมอ้ะค่ะ จากนั้นขึ้นศาลโดนส่งตัวไปเรือนจำ แม่เรานั่งรถไปหา ค ทุกวัน หลังจากปิดร้าน พอกลับมาที่บ้านก็จะบ่นว่านั่งรถเวียนหัว เราก็ถามแม่จะไปทำไม แม่บอกสงสารเค้า ไม่มีอะไรกิน ไม่มีใคร พอไปเห็นตาละห้อยแบบคอยว่าจะมีคนมาเยี่ยมมั้ย แม่เล่าแนวนั้น เห้อออออ รู้สึกปลงเนอะ เราก็เริ่มทำใจได้บ้างแล้วแหละ

แม่เราช่วย ค ทุกอย่าง จน ค ออกมาได้ ค บอกจะเป็นคนใหม่ ไม่ยุ่งกะยาเสพติดอีก และเค้าก็มาอยู่ที่บ้านเหมือนเดิม ช่วยงานแม่ทุกอย่าง ซักผ้า ล้างจาน เปิดร้าน ทำเหมือนให้เราเห็นความดีรึป่าวมั้ง จากนั้นเราก็นั้งเล่นอยู่ข้างล่างเห็นกระเป๋าแขวนตรงบันได ข้างในมีถุงใส่สมุดเล่มนึงอยู่ เราก็เอามาอ่านจับใจความได้ว่า แม่เขียนถึง ค ทุกวัน ตอนที่เค้าไปอยู่เรือนจำ จำประโยคนึงได้ว่า เห็นเสื้อผ้าเทอแล้วคิดถึงกลิ่นเทอ เห้อออออออออ ตามนั่นค่ะ

และแล้วเหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้เอง เราไปเที่ยวกับเพื่อนกลับมาตี2 เห็น ค ไม่อยู่หน้าบ้าน ก็เลยลองย่องอีกครั้ง ขึ้นไปเห็น ค นอนดูหนังอยู่ แม่นอนหลับ นอนกอด ค พอ ค เห็นเราก็ตกใจนิดๆ เรียกแม่เรา แม่เราก็งัวเงีย บอกเรากลับมาแล้วหรอลูก
เรื่องราวคร่าวๆมันก็มีเท่านี้นะคะ ในใจเรามีแต่คำถามนะคะว่าทำไมแม่ทำแบบนี้ๆๆๆ ไม่นึกถึงใจเราบ้างหรอ ว่าเราจะคิดยังไง นี่มันแฟนเก่าเรานะแม่ อยากจะถามมากๆเลยนะคะ แต่ก็ได้แต่เก็บไว้ในใจ คิดว่าคนเราทุกคนมันก็ต้องมีเหตุผลส่วนตัวกันทั้งนั้น อาจเป็นเพราะว่าพ่อเราไม่ทำงาน ไม่ช่วยแม่ค้าขาย อยู่บ้านเฉยๆด้วย พอแม่มาเจอ ค แม่ก็เลยชอบ เพราะ ค ขยัน มั้งคะ หรือเค้าเป็นเนื้อคู่กันมาก่อน หรือคงเป็นเวรกรรมที่ทำร่วมกันมา

เราก็ต้องคิดแบบนี้ ถ้าไม่คิดแบบนี้มันก็จะมีแต่ความโกรธเคือง เสียใจ น้อยใจ เพราะทุกวันนี้ก็ยังคงเจอหน้ากันทุกวัน อยู่บ้านเดียวกัน เวลากินข้าวแม่ก็จะถาม ค ว่ากินข้าวยัง เห้ออออ ทำไมชีวิตเราเป็นแบบนี้น้าา แต่ ค ก็ดี ช่วยแม่ทุกอย่างถ้าเปรียบเทียบกับพ่อ พ่อไม่เคยเลยให้แม่ทำคนเดียวตลอด

ทุกวันนี้เราพยายามเข้าใจ เข้าใจอย่างเดียวเลย แต่ก็มีปากเสียงกันบ้างนะคะ แต่ความเข้าใจทำให้เราดำเนินชีวิตต่อไปได้ค่ะ เราแค่อยากจะระบาย อยากจะเล่าเรื่องราวชีวิตของเราให้ฟัง เพราะเรื่องนี้เราไม่สามารถบอกใครได้ ได้แต่ทำดีกับแม่มากๆ หวังว่าสักวันเราคงจะหลุดพ้นจากกรรมนี้ เราคิดเสมอคะว่านี่เป็นเพียงด้านมืดของแม่ เราพยายามจะไม่มองและจะพยายามลืมมันไปค่ะ ขอมองด้านสว่างของแม่เพราะสิ่งดีๆที่แม่มีให้เรามันเทียบไม่ได้เลย

เราไม่มีเหตุผลไรมากมายที่มาเล่าให้ฟังนะคะ แค่อยากระบายเท่านั้น เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะคะ สู้ต่อไปค่ะ
http://lyjenda.blogspot.com/2015/09/blog-post_98.html

Friday, September 11, 2015

อุทาหรณ์! เพื่อนฟาดคันเบ็ดใส่ตาดญ. 6 ขวบ หวิดบอด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (10 ก.ย.) เมื่อเวลา 17.10 น. หน่วยกู้ชีพตำตานี 1669 อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ได้รับแจ้งมีเด็กหญิงอายุเพียง 6 ขวบ โดนเบ็ดเกี่ยวที่บริเวณเหนือดวงตาข้างซ้าย อยู่ที่บริเวณริมสระน้ำภายในบ้านจาจัน ม.8 ต.ตานี อ.ปราสาท จ.สุรินทร์
ที่เกิดเหตุพบ เด็กหญิงภัทรธิดา อายุ 6 ขวบ สวมเสื้อผ้าชุดกระโปรงลายสก็อตสีแดง ถูกตัวเบ็ดปลอม ชนิด 3 แฉก แหลมคม แทงทะลุลึกเข้าไปบริเวณเบ้าตาข้างซ้าย และเฉียดลูกตา พร้อมกับร้องโอดโอยครวญครางด้วยความเจ็บปวดและทรมานเป็นอย่างมาก
เจ้าหน้าที่ได้นำตัวเด็กไปที่ รพ.ชุมชนตำบลตานี แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถนำออกได้ เนื่องจากตัวเบ็ดดังกล่าวทิ่มแทงทะลุใกล้ประสาทตา จึงรุดนำตัวส่ง รพ.ปราสาท เพื่อให้แพทย์ช่วยทำการผ่าตัด จนสามารถดึงเอาตัวเบ็ดปลอมชนิด 3 แฉก ออกมาได้สำเร็จ และถือว่าโชคดีที่ดังกล่าวไม่เจาะทะลุไปจนถึงประสาทตาและลูกตา ซึ่งอาจทำให้ตาบอดสนิทได้
จากการสอบถาม เด็กหญิงภัทรธิดา อายุ 6 ขวบ ทราบว่า ไปได้เดินเล่นที่บริเวณใกล้สระน้ำ ได้มีเด็กชายเอ (ขอสงวนชื่อจริง) ใช้คันเบ็ดฟาดเข้าที่บริเวณดวงตา โดยไม่ทราบสาเหตุ
ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นอุทาหรณ์ เตือนใจให้พ่อแม่และผู้ปกครอง ไม่ควรปล่อยเด็กให้เล่นลำพัง โดยไม่มีผู้ใหญ่คอยควบคุมดูแล เพราะเด็กอาจคิดแค่เล่นพิเรนทร์ หยอกล้อกัน เพื่อความสนุกสนาน โดยไม่คิดว่าเกือบจะทำให้เพื่อนตาบอดได้

Thursday, September 10, 2015

แพทย์ชี้แล้ว ดช. 6 ขวบ ถูกฆาตกรรม!! ญาติกรูกอดศพ-พ่อร่ำไห้โฮพร่ำ พูดความผิดตัวเอง

จากกรณีเมื่อวันที่ 9 ก.ย นายอิทธิชัย อายุ 27 ปี อยู่ ต.หนองไผ่แก้ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี นำตัว น้องเกล้า เด็กชายวัย 6 ขวบ อยู่ ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ลูกชายส่งโรงพยาบาลวิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง โดยแจ้งว่าน้องเกล้า มีอาการชักจนหมดสติ ให้แพทย์และพยาบาลทำการช่วยเหลือ แต่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ เนื่องจากน้องเกล้าเสียชีวิตแล้ว โดยจากการตรวจสอบสภาพศพของน้องเกล้าเบื้องต้นพบว่าบริเวณปากและใบหน้ามีบาดแผลและมีเลือดไหลออก คล้ายร่องรอยของการถูกกระแทก และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจสอบภายในห้องเช่า ซึ่งเป็นที่พักของน้องเกล้า พบมีรอยเลือดหยดอยู่ตามหมอนและผ้าห่มในที่นอนของน้องเกล้า จึงได้ทำการสอบสวนนายอิทธิชัย ผู้เป็นพ่อ ทำให้ทราบว่าน้องเกล้ามีอาการไม่ปกติ คือ เป็นโรคเลือดเป็นพิษ และลมชัก จึงได้ทำการส่งศพของน้องเกล้าไปชันสูตรเพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิตอย่างละเอียด
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 10 ก.ย. ที่วัดหลวงสุนทราราม ต.ศาลเจ้าโรงทอง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ้งจุดบางจัก พร้อมด้วยนายอิทธิชัย พ่อของน้องเกล้า และนางเชอร์รี่ แม่ของน้องเกล้า คนสัญชาติกะเหรี่ยง ได้นำศพของน้องเกล้ากลับมาจากการชันสูตรที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดยบรรยากาศที่วัด ซึ่งจัดเตรียมงานศพของน้องเกล้า เป็นไปอย่างเงียบเหงา มีเพียงญาติทางพ่อของน้องเกล้าเพียง 3 คน รออยู่ที่วัดเท่านั้น
โดยเมื่อศพน้องเกล้ามาถึงทุกคนก็ต่างกรูวิ่งไปกอดศพน้องเกล้ากันอย่างน่าเวทนา จากนั้นได้จัดการนำศพน้องเกล้าขึ้นทำพิธีรดน้ำศพ ซึ่งมีเพียงพ่อกับแม่ของน้องเกล้าร่วมรดน้ำศพกันเพียง 2 คน ซึ่งหลังจากรดน้ำเสร็จ ก็นำศพน้องเกล้าบรรจุเข้าโลงเย็นไว้ก่อน เพื่อรอญาติๆ จากฝ่ายต่างๆ เดินทางมารดน้ำศพอีกทีในวันพรุ่งนี้ โดยจากสภาพศพของน้องเกล้าในวันนี้ เห็นได้ชัดว่าที่บริเวณใบหน้ามีร่องรอยฟกช้ำให้เห็น นอกจากนั้นบาดแผลจากรอยหยิก รอยข่วน ยังขึ้นให้เห็นชัดเจนตามใบหน้า
จากการสอบถามนายอิทธิชัย กล่าวว่า หลังจากการชันสูตรศพน้องเกล้าเสร็จ แพทย์ได้แจ้งกับตนว่าน้องเกล้าได้เสียชีวิตเนื่องจากสมองขาดอากาศจากการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนต้น หรือพูดภาษาชาวบ้านว่าถูกฆาตกรรม โดยตามใบหน้าเห็นบาดแผลรอยเล็บจิก และข่วนขึ้นเต็มใบหน้า
นายอิทธิชัย กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่า ตนผิดเองที่ดูแลลูกไม่ดี ปล่อยให้ลูกนอนเพียงคนเดียว ต่อจากนี้ไป ใครจะเล่นกับพ่อ โดยตอนนี้สังคมก็กล่าวหาว่าตนและภรรยาใหม่เป็นคนฆ่าลูก ซึ่งจริงๆ แล้วตนกับภรรยาใหม่รักลูกมาก จะไปฆ่าลูกทำไม และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้นำเล็บของตนและภรรยาใหม่ไปตรวจสอบเปรียบเทียบดีเอ็นเอแล้ว ผลจะออกมาอย่างไร ตนก็พร้อมรับชะตากรรมของตัวเอง ตนอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับกุมคนร้ายที่ฆ่าลูกตนให้ได้ อยากให้ตำรวจไปตรวจสอบภายในห้องเช่าอีกครั้ง เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม จะได้เป็นข้อมูลในการตามตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็ว
ด้าน พ.ต.อ.พีรพันธุ์ จันทร์เทียน ผกก.สภ.วิเศษชัยชาญ กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุ ตนได้ไปตรวจสอบสภาพศพ และที่เกิดเหตุภายในห้องเช่า ก็พบว่าการเสียชีวิตของน้องเกล้านั้นผิดปกติ แต่ยังชี้ชัดอะไรไม่ได้ ซึ่งตนก็ได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจวิทยาการเก็บหลักฐานในห้องเช่าไปอย่างละเอียดแล้ว เบื้องต้นในวันนี้ทราบผลการชันสูตรจากสถาบันนิติวิทยาศาตร์แล้วว่า การเสียชีวิตของน้องเกล้านั้น เกิดจากสมองขาดอากาศจากการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนต้น ซึ่งก็ต้องรอเอกสารตัวจริงจากทางสถาบันอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามตนก็ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนออกหาข่าวเพิ่มเติม พร้อมทั้งเตรียมเรียกพ่อและแม่เลี้ยงของเด็กเข้าสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง อย่างไรก็ตามจะได้ติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้
ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศที่วัดหลวง ซึ่งเป็นที่จัดงานศพของน้องเกล้านั้นเงียบเหงา เมื่อศพมาถึงและเปิดผ้าห่อศพออก นายอิทธิชัย พ่อของเด็กถึงกับปล่อยโฮออกมาเสียงดัง ไม่แคร์สายตาใคร เฝ้าแต่พร่ำว่าตัวเองเป็นคนผิดที่ดูแลลูกไม่ดี เป็นที่น่าเวทนาต่อผู้พบเห็นยิ่งนัก